02-564-4444 ต่อ 1552-4  centerforaseanstudies@gmail.com
 
พล.ท.คงชีพ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงของภูมิภาค โดยมีความกังวลร่วมกันต่อปัญหาทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี การก่อการร้าย และปัญหาในรัฐยะไข่ โดยเสนอให้กระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร และทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องตามหลักกฎหมายสากลและระเบียบปฏิบัติร่วมที่กำหนด บนพื้นฐานความเท่าเทียมและประโยชน์ร่วม หลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ใช้กำลังทหาร โดยใช้การเจรจาหารือทางการทูตและช่องทางสื่อสารตรง รวมทั้งประสานเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด บนความริเริ่มความร่วมมือใหม่ เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียน สามารถเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงร่วมกัน
 
โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้แสดงทัศนะต่อที่ประชุมถึงภัยคุกคามปัจจุบันที่มีลักษณะข้ามชาติและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาจึงต้องผสมผสานความคิดและมีความรอบคอบ ร่วมมือกันพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างครบถ้วนในทุกมิติแบบองค์รวมที่มุ่งความยั่งยืน บนหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักสันติวิธี โดยคำนึงถึงภัยคุกคามที่พัฒนาการมากับเทคโนโลยี ทั้งนี้การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์จำเป็นต้องอ่อนตัวเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคต่อไป
 
ทั้งนี้ได้ย้ำว่ากระทรวงกลาโหมไทย ตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการริเริ่มความร่วมมือใหม่ในทุกมิติ ภายใต้กลไก กลาโหมอาเซียนและกลาโหมประเทศคู่เจรจา เพื่อประสิทธิภาพของพัฒนาการ การทำงานความมั่นคงร่วมกันของภูมิภาค พร้อมทั้ง ขอขอบคุณทุกประเทศที่ส่งกองเรือเข้าร่วมมหกรรมสวนสนามทางเรือนานาชาติ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งอาเซียน ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในเดือน พ.ย. 60 ณ เมืองพัทยา หลังจากนั้น ที่ประชุมได้ร่วมพิธีส่งมอบหน้าที่ การเป็นประธานการประชุมรมว.กลาโหมอาเซียน ในปี 2561 จากกลาโหมฟิลิปปินส์ให้กับกลาโหมสิงคโปร์
 
พล.ท.คงชีพ กล่าวโดยภาพรวมว่า การประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน และการประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน กับรมว.กลาโหมประเทศคู่เจรจา ถือเป็นกลไกสูงสุดและสำคัญยิ่งด้านความมั่นคงของภูมิภาค ที่จะร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน บนบทบาทและจุดยืนที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค
 
ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1106739