02-564-4444 ต่อ 1552-4  centerforaseanstudies@gmail.com

สหรัฐฯ กับปัญหาทะเลจีนใต้

                เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา DanielRussel ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ ประกาศท่าทีล่าสุดของสหรัฐฯ ต่อปัญหาทะเลจีนใต้ ในการประชุม South China Sea Conference ประจำปีครั้งที่ 5 จัดโดย Center for Strategic and International Studies (CSIS) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คอลัมน์กระบวนทรรศน์ในวันนี้ จะสรุปวิเคราะห์สุนทรพจน์ดังกล่าว ดังนี้

                Russel

                นาย Russelได้กล่าวเกริ่นนำว่า จริงๆ แล้ว สหรัฐฯไม่ได้อ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ ดังนั้น ปัญหาในทะเลจีนใต้ จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาระหว่างสหรัฐฯกับจีน แต่เป็นปัญหาความขัดแย้งของจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ด้วยหลายเหตุผล ปัญหาดังกล่าวได้กลายมาเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนไปแล้ว

                ในอดีต ความขัดแย้งดังกล่าวได้ลุกลามกลายเป็นสงครามในปี 1974 และปี 1988 อย่างไรก็ตาม ในปี 2002 ได้มีการจัดทำปฏิญญาทะเลจีนใต้  Declaration of Conduct หรือที่เรียกย่อว่า DOCโดย DOC ได้เน้นย้ำว่า ทุกฝ่ายจะต้องยุติการกระทำ ที่จะทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ได้มีการเจรจา Code of Conduct หรือ COC อย่างไรก็ตาม หลังจากเจรจามาได้ 13 ปี การเจรจาก็ไม่มีความคืบหน้า และ DOC ก็ไม่สามารถป้องกันการเผชิญหน้าและแก้ไขความขัดแย้งได้

                และในช่วงที่ผ่านมา ความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่จีนได้รีบเร่งในการถมที่ในทะเลทำเป็นเกาะขึ้นมาในทะเลจีนใต้ ซึ่งในการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือนเมษายน ที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ต่อการถมที่ทำเกาะของจีน

                จากสถานการณ์ดังกล่าว สหรัฐฯมีท่าทีที่อาจจะสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้

·       สหรัฐฯต้องการให้มีการรื้อฟื้นความร่วมมือภายใต้กรอบ DOC

·       สหรัฐฯสนับสนุนความพยายามของอาเซียนในการเจราจา Code of Conduct หรือ COC กับจีน และเพื่อให้กลไกทางการทูตได้ทำงาน ทุกฝ่ายจะต้องลดความตึงเครียดลง ด้วยการยุติการถมที่ทำเกาะในทะเลจีนใต้ ยุติการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และยุติความเคลื่อนไหวทางทหาร

·       นอกจากนี้ ต้องมีการตอบคำถามเรื่องอธิปไตยเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งวิธีการในการจัดการกับปัญหานี้อย่างสันติวิธีคือ การเจรจาและการใช้ตัวกลางไกล่เกลี่ยหรือการใช้อนุญาโตตุลาการ

ที่ผ่านมา มีหลายประเทศในภูมิภาคที่แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ผ่านการเจรจาโดยตรง หรือผ่านกลไกแก้ไขความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เพิ่งตกลงกันได้ เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง อาณาเขตทางทะเล  เช่นเดียวกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็ใช้ศาลโลกในการแก้ไขความขัดแย้งในช่องแคบสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่การเจรจาระหว่างจีนกับประเทศที่อ้างสิทธ์ในทะเลจีนใต้คงเป็นไปได้ยากมาก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในขณะนี้ นอกจากนี้ ลักษณะของความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ก็ไม่ได้เป็นความขัดแย้ง 2 ฝ่าย แต่เป็นความขัดแย้งหลายฝ่าย ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันถึง 6 คู่กรณี จึงทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก

นอกจากนี้ ก็มีกลไกอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นกลไกภายใต้กฎหมายทะเล คู่กรณีขณะนี้คือ ฟิลิปปินส์กับจีน ประเด็นคือการที่ฟิลิปปินส์อ้างว่า เส้นประ 9 เส้น (nine dash line) ซึ่งเป็นเส้นที่จีนใช้ในการอ้าง

กรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้นั้น ไม่เป็นไปตามกฏหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสำหรับในคดีนี้ คณะอนุญาโตตุลาการหรือ Tribunal จะต้องพิจารณาก่อนว่า มีอำนาจในการตีความในเรื่องนี้หรือไม่ และถ้ามี ข้ออ้าง ของฟิลิปปินส์จะมีน้ำหนักแค่ไหน

                ในสุนทรพจน์ดังกล่าวสหรัฐฯอ้างว่า ฟิลิปปินส์กับจีนเป็นภาคีของกฎหมายทะเล ซึ่งหาก Tribunal มีการตัดสินอะไรออกมา ก็จะมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้ง  2 ประเทศ  ซึ่งสหรัฐฯก็พูดเป็นนัยว่า หาก Tribunal ตัดสินว่า เส้นประ 9 เส้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมายทะเล จีนก็ต้องยอมรับการตัดสินดังกล่าว

·       ในตอนท้ายของสุนทรพจน์ นาย Russel ได้กล่าวเสริมว่า ท่าทีหลักของสหรัฐฯ คือการสนับสนุนหลักนิติธรรม หรือ rule of law และหลักการเสรีภาพในการเดินเรือ นอกจากนี้ สหรัฐฯได้ช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคในด้านความมั่นคงทางทะเล โดยเฉพาะการช่วยเหลือการเสริมสร้างสมรรถภาพทางทะเลของประเทศเหล่านี้ (ซึ่งผมก็มองว่า มีนัยแอบแฝง เพื่อให้ประเทศเหล่านี้ มีสมรรถภาพกองทัพเรือ ที่จะสามารถมาคานอำนาจแสนยานุภาพทางทะเลของจีนได้)

        Carter

        ก่อนหน้าสุนทรพจน์ของนาย Russel   รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Dr.Ashton Carterได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม Shangri-la Dialogue ที่สิงคโปร์ ซึ่งก็มีท่าที่ไปในทำนองเดียวกันกับของนาย Russel  โดย Dr.Carter ได้กล่าวโจมตีจีนอย่างรุนแรงว่า จีนได้มีความเคลื่อนไหวทางทหารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการถมที่ในทะเลทำเป็นเกาะกว่า 2,000 เอเคอร์ เป็นต้นเหตุของความตึงเครียดในภูมิภาค สหรัฐฯจึงเป็นห่วงแนวโน้มความขัดแย้งที่จะเพิ่มขึ้น โดยจีนจะต้องยุติการถมที่ทำเกาะ และยุติการเคลื่อนไหวทางทหารทุกรูปแบบ และว่าการกระทำของจีนในทะเลจีนใต้ ถือเป็นการละเมิดกฎเกณฑ์และมาตรฐานระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

        CSIS

        นอกจากนี้ ผลการประชุม South China Sea Conference ครั้งที่ 5 ที่ CSIS จัดขึ้น ในช่วงปลายเดือนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นถึงความสนใจในปัญหานี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในสหรัฐฯและทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุด ซึ่ง CSIS ได้วิเคราะห์ว่า การถมที่ทำเกาะของจีนในช่วงผ่านมา ก่อให้เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับเป้าหมายของจีน การเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ จะนำไปสู่ความตึงเครียดที่จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ พฤติกรรมของจีนทำให้เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือในอนาคต รวมถึงเสรีภาพความเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯในทะเลจีนใต้ และที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างมากคือ ความขัดแย้งมีแนวโน้มจะลุกลามบานปลาย ความขัดแย้งนี้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค และกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีโดยตรง คือ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะในอดีตที่ผ่านมา ปัญหานี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก

        กล่าวโดยสรุป จากการวิเคราะห์สุนทรพจน์ของนาย Russel บวกกับสุนทรพจน์ของ Dr. Carter และบทวิเคราะห์ของ CSIS ได้เน้นการฉายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯได้มุ่งเป้าไปที่จีนอย่างชัดเจน จีนเป็นผู้ร้ายในเรื่องนี้ ซึ่งท่าทีของสหรัฐฯดูแข็งกร้าวและก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จีนก็มีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน ปัญหาทะเลจีนใต้จึงมีแนวโน้มจะขัดแย้งมากขึ้น

        อาเซียน

        การจัดการกับปัญหาทะเลจีนใต้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อาเซียนต้องพยายามเพิ่มบทบาทให้มากขึ้น โดยมาตรการระยะสั้นคือ ป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามบานปลาย หรือการ freeze การแช่แข็งปัญหาไว้ ด้วยการเดินหน้าเจรจากับจีน ในการแปลง DOC ไปสู่การปฏิบัติ และการจัดทำ COC

        นอกจากนี้ อาเซียนจะต้องพยายามบริหารจัดการบทบาทของมหาอำนาจในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ตัวแปรสำคัญคือบทบาทของสหรัฐฯ ซึ่งบทบาทของสหรัฐฯก็เป็นดาบ 2 คม เป็น dilemma ของอาเซียน คือในด้านหนึ่ง อาเซียนก็ต้องการสหรัฐฯ เพื่อเข้ามาถ่วงดุลจีนและป้องปรามจีน แต่ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯเข้ามาวุ่นวาย ก็ทำให้จีนไม่พอใจ และทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายกันไปใหญ่         สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว เป้าหมายคือ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประเทศคู่กรณีไม่มีความหวาดระแวงต่อกัน มีมิตรไมตรีต่อกัน มีอัตลักษณ์ร่วมกัน มีการพึ่งพาอาศัยร่วมกันทางเศรษฐกิจ มีผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจ

        ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของอาเซียน ในการที่จะมีบทบาทในการจัดการกับปัญหานี้ในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

 

ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวัน พฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม 2558


จำนวนผู้เยี่ยมชม
630186

Online (15 minutes ago) : 26

เกี่ยวกับศูนย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้น ในช่วงปลายปี 2554 เพื่อเป็นกลไกหลักของการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นคลังสมองด้านอาเซียนศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และบทบาทของไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

ฝึกอบรมล่าสุด

ติดต่อเรา

ศูนย์อาเซียนศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารโดมบริหาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 99 หมู่ 18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12121

โทรศัพท์: 02-564-4444 ต่อ 1552-4

โทรสาร: 02-564-4444 ต่อ 1555