02-564-4444 ต่อ 1552-4  centerforaseanstudies@gmail.com

SMEกับ AEC

คำถามที่หลายคนคาใจคือ AEC สำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย ทำไมเราต้องจัดทัพธุรกิจ SMEของเราใน AEC ด้วย

เศรษฐกิจของประเทศไทยมีเรื่องของการค้า การบริการ การลงทุน และแรงงาน

เรามาดูเรื่องการค้าก่อน ตัวเลขคือ 70% ของ GDP ไทยมาจากการส่งออก เพราะฉะนั้น การค้าสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย แต่ก่อน เวลาเรานึกถึงคู่ค้า เรามักจะนึกถึงประเทศสหรัฐ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจว่า เป็นตลาดสำคัญของไทย นั่นคืออดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน เราส่งออกไปอเมริกาประมาณ 20-30 % แต่ตอนนี้ เราส่งออกไปอเมริกาเพียงประมาณ 7-8 % ถามว่าตอนนี้เราส่งออกไปไหน คำตอบคือประเทศในอาเซียน ขณะนี้ไทยเราค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุดคือ 25 % ของการค้าไทย ซึ่งเป็นตัวเลขก่อนที่จะมี AECซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเป็น AEC แล้ว จะมีการเปิดการค้าขายเสรีมากขึ้น ตัวเลขจะต้องกลายเป็น 30-40 % อย่างแน่นอน ไม่นาน อาจจะกลายเป็นครึ่งหนึ่งของการส่งออกของไทย

เพราะฉะนั้น ศักยภาพในการค้าขายกับอาเซียนสูงมาก และอาเซียนตอนนี้ก็มาแรงมาก เศรษฐกิจตอนนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ โอกาสเปิดสำหรับการส่งออก สรุปสั้นๆ ง่ายๆ คือ อาเซียนคือตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย

นอกจากเรื่องการส่งออกแล้ว ยังมีเรื่องการบริการอีก ภาคบริการนับวันยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว การให้บริการทางการแพทย์ โลจิสติกส์ และการประกันภัย ภาคบริการมาเกี่ยวข้องกับอาเซียนอย่างไร

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย มาจากประเทศจีนประมาณ 8 ล้านคน และนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียน ซึ่งในปีนี้ประมาณ 8 ล้านคน ดังนั้น ภาคบริการสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เรากำลังจะมีการพัฒนาอาเซียนไปสู่ Single Destination เวลาคนที่จะมาเที่ยว จะไม่ได้มาเที่ยวแค่ประเทศไทย ต่อไปจะมาเที่ยวอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นฐานการท่องเที่ยว เมื่อมาเที่ยวไทยแล้วก็ไปเที่ยวประเทศพม่า ลาว กัมพูชาต่อได้อีก ก็ยิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นตลาดใหญ่ ซึ่งอาเซียนจะช่วยได้มาก

เรื่องการลงทุน อาเซียนสำคัญอย่างไรต่อการลงทุนไทย การลงทุนมีทั้งเรื่องของ Inflow และ Outflow ทั้งต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย และประเทศไทยไปลงทุนยังต่างประเทศ แต่ก่อนนี้ เราคิดว่าญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ปีที่แล้วประเทศที่มาลงทุนในไทยมากที่สุด คือ สิงคโปร์ การลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนในขณะนี้เกือบ 50 % ของเม็ดเงินในภูมิภาค เป็นการลงทุนระหว่างกันเอง เรียกว่า Intra ASEAN Investment

นั่นคือประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 คือการที่เราไปลงทุนยังต่างประเทศ เราคงทราบดีว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น สินค้ามีราคาแพงขึ้น ธุรกิจไทยถ้าจะอยู่รอดได้ จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า มีทรัพยากรเพียงพอ เราก็ต้องย้ายไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้บริษัทใหญ่ๆ ย้ายไปหมดแล้ว ขณะนี้ เรากำลังจะเป็นคลื่นลูกที่ 2 ที่จะย้ายฐานการผลิตตามไป คือ SME สรุปสั้นๆ คือ อาเซียนคือฐานการผลิตที่สำคัญที่สุดของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านที่เราต้องเจาะ และที่เราจะได้เปรียบมากๆ คือกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม 4 ประเทศนี้คือฐานการผลิตที่สำคัญ

สุดท้ายเรื่องแรงงาน ประเทศไทยตอนนี้เราขาดแคลนแรงงาน คนไทยเลือกงาน แรงงานขั้นต่ำไม่ทำ งาน อันตรายไม่ทำ งานลำบากไม่ทำ แล้วใครจะมาทำ คำตอบคือ แรงงานจากประเทศอาเซียนนั่นเอง ตอนนี้คนพม่าที่มาทำงานในไทยน่าจะประมาณ 4-5 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้ก็มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

สรุปแล้ว จะเห็นว่า อาเซียนสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหนก็ตาม SME ของไทยจำเป็นที่ต้องเพิ่มทักษะ ต้องรู้ว่า AEC คืออะไร เราจะใช้ประโยชน์จาก AECอย่างไร

ปี 2015 ได้มีการจัดตั้งประชาคมอาเซียนขึ้น โดยมี 3 ประชาคมย่อย หรือที่เรียกว่า 3 เสา คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สำหรับ AEC เน้นการเปิดเสรี 5 ด้าน คือ การเปิดเสรีการค้าสินค้า บริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ 8 สาขาวิชาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร เป็นต้น

สำหรับเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งใน AEC คือ การเชื่อมโยงอาเซียน หรือ ASEAN Connectivity โดยจะมีการเชื่อมต่อด้านการคมนาคม เพื่อให้ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไหลลื่น สำหรับประเทศไทย เรามีหลายเส้นทาง เช่น เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกตะวันออก จะเริ่มจากประเทศพม่า เมียวดี แม่สอด พิษณุโลก ขอนแก่น มุกดาหาร เข้าประเทศลาวตรงสะหวันนะเขต และไปถึงดานัง ประเทศเวียดนาม ในส่วนของประเทศไทย ถนนค่อนข้างดี มีการขยายเป็นบางช่วงให้เป็นสี่เลนเกือบหมดแล้ว ปัญหาใหญ่ คือ จากประเทศไทยไปประเทศพม่าถนนยังไม่ดี และจากไทยไปถึงเวียดนามถนนก็ยังไม่ดี ไทยดึงญี่ปุ่นมาลงทุน ซึ่งญี่ปุ่นก็สนใจที่จะมาลงทุนสร้างถนนและทางรถไฟขนานกันไป

อีกเส้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ เส้นทวาย ซึ่งต่อไปจะเป็นท่าเรือน้ำลึก เป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่กว่ามาบตาพุดถึง 6 เท่า เพราะฉะนั้น จากทวาย ไทยจะสร้างถนนและทางรถไฟเข้าไทย โดยเข้ามาทางกาญจนบุรีเข้ากรุงเทพ ลงมาบตาพุดไปถึงพนมเปญและโฮจิมินห์ซิตี้ อันนี้จะเป็นอีกเส้นหนึ่งที่เราจะได้ประโยชน์มาก

นอกจากนั้น ยังมีเส้นเหนือใต้ลงไปถึงประเทศสิงคโปร์

ประเทศที่สามารถเชื่อมกันได้หมด คือ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ที่เชื่อมกันทางถนนและทางรถไฟเราคงจะเห็นได้ว่า ประเทศที่อยู่ตรงกลาง คือ ประเทศไทย เพราะฉะนั้น เส้นทางคมนาคมต่างๆ ต้องผ่านไทย เพราะไทยอยู่ตรงกลางจากเหนือลงใต้อาเซียน จากจีนไปถึงสิงคโปร์ รวมระยะทางประมาณ 2,000 กิโลเมตร

เราจะได้ประโยชน์มหาศาลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การเงิน และการบริการ

เราจะเห็นว่า อาเซียนกำลังทะยานขึ้น อาเซียนสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เป็นอันดับ 1 ของโลก ผลิตข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก มีประชากรเป็นอันดับ 3 ของโลก คือ 600 กว่าล้านคน รองจากจีนกับอินเดีย มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นอันดับ 3 ของโลก ผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับ 3 ของโลก เพราะฉะนั้น GDP ของอาเซียน รวมกันประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ประมาณอันดับ 9 ของโลก ขนาดเศรษฐกิจของเพื่อนบ้านโต 7-8 % เฉลี่ยแล้ว อาเซียนโตไม่ต่ำกว่าปีละ 5 % ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ GDP ของอาเซียน จะขยายตัวจาก 3 ล้านล้าน เป็น 6-8 ล้านล้าน จะทำให้อาเซียนเป็นอันดับ 7 และ 8 ของโลก และอาจจะกลายเป็นอันดับ 5 ของโลกในอนาคต

ไทยเป็นสมาชิกอาเซียนจึงจะได้ประโยชน์มหาศาล แต่เราต้องจัดทัพธุรกิจและมียุทธศาสตร์ที่ดีที่จะไปรุกตลาด AECโดย SMEจะต้องมียุทธศาสตร์ที่จะไปเจาะตลาดอาเซียน จากโอกาสต่างๆ เหล่านี้

อะไรคือโอกาส อะไรคือสินค้าที่เราได้เปรียบและพร้อม สินค้าอะไรที่เราเสียเปรียบและยังไม่พร้อม เรามาดูการวิเคราะห์ SWOT ของอาเซียนกัน

S (จุดแข็ง)

W (จุดอ่อน)

-          ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการค้า

-          ศูนย์กลางการท่องเที่ยว

-          ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐาน

-          ศูนย์กลางการศึกษา

-          ศูนย์กลางการบริการทางการแพทย์

-          ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์

-          ศูนย์กลางด้านอาหาร

-          ความเสี่ยงเรื่องการเมือง

-          การคอร์รัปชั่น

-          ความผันแปรของเศรษฐกิจ

-          ทรัพยากรมนุษย์

-          ระบบราชการ

O (โอกาส)

T (ภัย)

-          ธุรกิจที่ได้เปรียบ เช่น ผลิตผลทางการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ยาง สิ่งทอ และอาหาร

-          ภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม บริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว การศึกษา

-          การย้ายฐานการผลิตของไทยไปสู่ประเทศอาเซียน

-          การเป็นศูนย์กลางของโครงสร้างพื้นฐาน

-          ธุรกิจที่เสียเปรียบและไม่พร้อม เช่น น้ำมันปาล์ม กาแฟ มะพร้าว ชา ผลิตภัณฑ์เคมี พลาสติก อุตสาหกรรมเหล็ก และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยา

-          ภาคบริการ เช่น การสื่อสาร การเงิน การประกันภัย การคมนาคม และสถาปัตยกรรม

-          การแข่งขันจากประเทศอาเซียนด้วยกัน

 

                ต่อไปนี้ คนไทยไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนต้องทำงานแบบมืออาชีพ นักธุรกิจต้องทำงานแบบมืออาชีพถึงจะสู้ได้ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ต้องพร้อมเรื่องภาษาอังกฤษ เพื่อการลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ และการปรับทัศนคติที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านด้วย

Credit ภาพจาก http://dc-danai.com/


จำนวนผู้เยี่ยมชม
581518

Online (15 minutes ago) : 30

เกี่ยวกับศูนย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้น ในช่วงปลายปี 2554 เพื่อเป็นกลไกหลักของการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นคลังสมองด้านอาเซียนศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และบทบาทของไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

ฝึกอบรมล่าสุด

ติดต่อเรา

ศูนย์อาเซียนศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารโดมบริหาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 99 หมู่ 18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12121

โทรศัพท์: 02-564-4444 ต่อ 1552-4

โทรสาร: 02-564-4444 ต่อ 1555