02-564-4444 ต่อ 1552-4  centerforaseanstudies@gmail.com

ยุทธศาสตร์ Trumpต่ออาเซียน

          ภูมิหลัง

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปีที่แล้ว Trumpไม่เคยพูดชัดเจนว่า นโยบายต่อเอเชียจะเป็นอย่างไร มีแต่พูดว่า จะเล่นงานจีนทางด้านเศรษฐกิจ พูดถึงพันธมิตร เกาหลีเหนือ แต่สำหรับอาเซียนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Trump ไม่เคยพูดถึงเลย หลังจาก Trumpได้มาเป็นประธานาธิบดี ก็มีความไม่แน่นอนว่า รัฐบาล Trumpจะเอาอย่างไรต่ออาเซียน แต่มีแนวโน้มว่า Trumpน่าจะไม่ให้ความสำคัญต่ออาเซียน

          ในสมัยรัฐบาล Obama มียุทธศาสตร์ rebalancing ที่ต้องการให้อเมริกามีบทบาทนำในภูมิภาค ปิดล้อมจีนและใกล้ชิดกับอาเซียน เพื่อไม่ให้อาเซียนใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป

          ในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล Trumpก็ได้ให้ความสำคัญต่อเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการเยือน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และต่อมาก็มีการประชุมผู้นำ สหรัฐ-ญี่ปุ่น และ สหรัฐ-จีน

          อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนโยบาย Trumpต่ออาเซียน โดยรัฐบาล Trumpน่าจะตระหนักแล้วว่า เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐ อเมริกาจำเป็นต้องใกล้ชิดกับอาเซียน โดยเริ่มด้วยการเยือนสำนักเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา โดยรองประธานาธิบดี Pence และต่อมา ประธานาธิบดี Trumpได้โทรศัพท์ถึงผู้นำอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ Tillerson ก็ได้ประชุมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และล่าสุด ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ Mattis ได้เข้าร่วมประชุม Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ และได้กล่าวสุนทรพจน์ประกาศนโยบายของสหรัฐต่อภูมิภาคอย่างละเอียด

          Pence

          รัฐบาล Trumpได้เริ่มใกล้ชิดอาเซียนด้วยการเยือน อินโดนีเซียของรองประธานาธิบดี Pence และน่าจะเป็นรองประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐ ที่ไปเยือนสำนักเลขาธิการอาเซียน ในระหว่างการเยือน Pence ได้ประกาศว่า ประธานาธิบดี Trumpจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำ สหรัฐ-อาเซียน และการประชุม East Asia Summit หรือ EAS ที่ฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายนนี้

          Trump

          ต่อมา ในช่วงปลายเดือนเมษายน Trumpได้โทรศัพท์ถึงผู้นำฟิลิปปินส์ ไทย และสิงคโปร์ และได้เชิญผู้นำทั้งสามให้มาเยือนสหรัฐ

          ในส่วนของฟิลิปปินส์และไทยนั้น ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้ห่างเหินจากสหรัฐไปมาก และทั้งสองประเทศก็ขยับเข้าหาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ Trumpน่าจะตระหนักแล้วว่า จะต้องรีบกระชับความสัมพันธ์กับประเทศทั้งสอง เพื่อไม่ให้ไปเป็นพวกจีน

          ในส่วนของไทย นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2014 สหรัฐได้ห่างเหินจากไทยไปมาก ได้ปรับลดระดับความสัมพันธ์ลง ระงับความช่วยเหลือทางทหาร และกดดันไทยอย่างหนักในเรื่องประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง แต่ผลคือ สหรัฐได้ผลักให้ไทยเข้าหาและใกล้ชิดกับจีนมากขึ้น ในระยะหลัง ความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและทางทหาร กระชับแน่นแฟ้นขึ้นมาก ไทยหันไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน ล่าสุดได้มีการสั่งซื้อเรือดำน้ำจากจีนด้วย แต่หลังจากที่ Trump  ได้โทรศัพท์พูดคุยกับพลเอกประยุทธ์ และนายกรัฐมนตรีไทยได้ตอบรับคำเชิญจะไปเยือนสหรัฐแล้ว จึงค่อนข้างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ จะกลับมาแน่นแฟ้นเหมือนในอดีต และไทยคงจะลดการเอียงเข้าหาจีนลง

          Tillerson

          ต่อมาในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ Tillerson ได้รับลูกต่อ ด้วยการเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน 10 ประเทศ มาประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ในโอกาสการครบรอบ 40 ปีความสัมพันธ์ อาเซียน – สหรัฐ Tillerson ได้เน้นว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญที่สุดต่อรัฐบาล Trumpและอาเซียนเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญยิ่ง

อย่างไรก็ตามTillersonได้เน้นเรื่องทะเลจีนใต้ โดยบอกว่า หลายฝ่ายวิตกกังวลเกี่ยวกับการสร้างเกาะเทียมและความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ และย้ำให้มีการเจรจา Code of Conduct ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และสหรัฐจะยึดมั่นต่อหลักการเสรีภาพในการเดินเรือต่อไป

          สำหรับในส่วนของอาเซียน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยินดีต่อการที่สหรัฐให้ความสำคัญต่ออาเซียน ซึ่งเห็นชัดจากการเยือนสำนักเลขาธิการอาเซียนของรองประธานาธิบดี และยินดีที่ Trumpจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียน

          Mattis

          ล่าสุด เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ Mattis ได้เข้าร่วมประชุม Shangri-La Dialogueที่สิงคโปร์ และได้กล่าวสุนทรพจน์นโยบายสหรัฐต่ออาเซียน

 Mattis มองว่า มีปัญหาใหญ่หรือภัยคุกคาม 2 เรื่องในภูมิภาค

          เรื่องที่ 1 คือ อิทธิพลของจีน ซึ่งเขามองว่า จีนกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจีนกับสหรัฐจะมีความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ คำกล่าวของ Mattis ค่อนข้างแข็งกร้าวและก้าวร้าวกว่าคนอื่นๆ โดยเขาประกาศกร้าวว่า ไม่ยอมรับพฤติกรรมของจีน ที่ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของประคมโลก และจีนจะทำลายระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ สหรัฐจจะยึดมั่นต่อการปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ต่อไป Mattis ได้กล่าวโจมตีจีนอย่างหนักว่า การสร้างเกาะเทียมและการเพิ่มแสนยานุภาพทางทหารในทะเลจีนใต้ของจีน เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมาก สหรัฐจะยังคงปฏิบัติการทางหารในทะเลจีนใต้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและเสรีภาพในการเดินเรือต่อไป

          สำหรับภัยคุกคามเรื่องที่ 2 คือ การก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ โดยขณะนี้กลุ่มนักรบ ISIS ได้ปฏิบัติการ เพื่อจะยึดเมือง Marawi ในเกาะ Mindanao ทางใต้ของฟิลิปปินส์ สหรัฐจะเป็นผู้นำในการสร้างแนวร่วมเพื่อเอาชนะ ISISให้ได้

          Mattis ได้กล่าวย้ำถึงมาตรการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐจะใช้ ในการจัดการกับภัยคุกคามทั้งสองดังกล่าว โดยมาตรการสำคัญ คือ การกระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตร ซึ่ง Mattis เอ่ยถึง 5 พันธมิตรหลัก ของสหรัฐในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ฟิลปปินส์ และไทย

          ในส่วนของไทย Mattis ได้กล่าวว่า ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาค และไทยจะมีบทบาทสำคัญในการเผชิญกับภัยคุกคามดังกล่าว เขาคาดหวังว่า ไทยจะกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วและจะมีการกระชับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่าง 2 ประเทศ ในอนาคต

          ในตอนท้าย Mattis ได้กล่าวว่า สหรัฐต้องการที่จะปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนอย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์ทวิภาคีไม่สามารถจัดการกับภัยคุมคามได้ จำเป็นต้องอาศัยเวทีพหุภาคีและอาเซียน ในการจัดการกับปัญหาในอนาคต

          บทวิเคราะห์

          จากการดำเนินมาตรการต่างๆต่ออาเซียนโดยรัฐบาล Trump ข้างต้น ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในที่สุด นโยบายของ Trump ก็ไม่ได้สุดโต่งและโดดเดี่ยวนิยม แต่กลับกลายเป็นว่า นโยบายของ Trump กำลังจะเหมือนโยบายของรัฐบาล Obamaและรัฐบาลก่อนหน้านั้น มากขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด นโยบายของ Trump ก็ไม่ได้แตกต่างจากนโยบายในอดีต

Trump คงจะตระหนักแล้วว่า ผลประโยชน์ของสหรัฐในภูมิภาค คือ สหรัฐจะต้องครองความเป็นเจ้าในภูมิภาคต่อไป และจะต้องสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีนและปิดล้อมจีน ด้วยการสร้างพันธมิตรและตีสนิทกับอาเซียน

          อย่างไรก็ตาม นโยบายของ Trumpแม้ว่าเป้าหมายหลักจะไม่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาล Obamaแต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ

·       จุดยืนเรื่องทะเลจีนใต้ของ Trump แข็งกร้าวมากกว่า Obama

·       การปฏิสัมพันธ์กับอาเซียน น่าจะเข้มข้นน้อยกว่า Obama

·       ผมกำลังรอดูอยู่ว่า Trumpจะมี สโลแกนอะไรมาแทนที่ rebalancing และ pivot to asia ของ Obama

กล่าวโดยสรุปนโยบายของ Trumpก็ยังเป็นแบบนโยบายสายเหยี่ยว ซึ่งแตกต่างกับนโยบายของ Obama ซึ่งเป็นสายพิราบเสียมากกว่า 


จำนวนผู้เยี่ยมชม
376312

Online (15 minutes ago) : 3

เกี่ยวกับศูนย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้น ในช่วงปลายปี 2554 เพื่อเป็นกลไกหลักของการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นคลังสมองด้านอาเซียนศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และบทบาทของไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

ฝึกอบรมล่าสุด

ติดต่อเรา

ศูนย์อาเซียนศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารโดมบริหาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 99 หมู่ 18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12121

โทรศัพท์: 02-564-4444 ต่อ 1552-4

โทรสาร: 02-564-4444 ต่อ 1555