02-564-4444 ต่อ 1552-4  centerforaseanstudies@gmail.com

การประชุมเชิงวิชาการ ในหัวข้อ“การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ครั้งที่ 4 : ไทยกับการเป็นศูนย์กลางของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน” ในวันจันท์ที่ 21 เมษายน 2557เวลา 09.00-16.00น. ณ ห้องราชดำเนิน ชั้น 1 โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง

ผู้เข้าร่วมประชุม:ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย และนักวิชาการ จำนวนประมาณ 80 คน

สรุปผลการประชุม:การประชุมเชิงวิชาการ เรื่อง “ไทยกับการเป็นศูนย์กลางของประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 4 : การเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน”นั้น แบ่งประเด็นการระดมสมองออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลความก้าวหน้าในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political - Security Community หรือ APSC)ของหน่วยงานต่างๆส่วนในช่วงบ่ายเป็นการประชุมระดมสมอง โดยที่ประชุมร่วมกันระดมสมองว่า ประเทศไทยควรจะมีบทบาทอย่างไรใน APSC  และจะมีบทบาทนำเรื่องใดได้บ้างใน APSC   สามารถเป็นศูนย์กลาง (hub)  ของ APSC ในด้านใดบ้าง

ในช่วงเช้า ผู้แทนของหน่วยงานต่างๆ ได้เล่าถึงความก้าวหน้าในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนของหน่วยงาน ดังนี้

สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ  ได้ดำเนินงานประสานงานกับสำนักนโยบายและแผนกลาโหมเพื่อทบทวนแผนงานที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เช่น กฎระเบียบต่างๆ และได้ดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้กับทหารหรือข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานของประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้เข้ามาศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและวิทยาลัยเสนาธิการทหารมากขึ้นกว่าเดิม การดำเนินการสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เช่น การแลกเปลี่ยนนายทหารระดับสูงและนายทหารในระดับต่างๆ ในหลักสูตรที่เหมาะสม มีการทำบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับสถาบันวิชาการป้องกันประเทศของประเทศอื่นๆในอาเซียน และได้ใช้มาตรการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและด้วยการจัดการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกรอบของเครือข่ายสถาบันการป้องกันประเทศและความมั่นคงอาเซียน (Network of ASEAN Defence and Security Institutions: NADI)

สำนักงานอัยการสูงสุด มีพันธกิจช่วงเริ่มต้นคือ รวบรวมข้อมูลสนธิสัญญาและความร่วมมือระหว่างประเทศในทางอาญาของอาเซียน รวมทั้งมีการจัดประชุมอัยการอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือในทางอาญาระหว่างกันเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติ มีการจัดประชุมสัมมนาเพื่อจะเสริมสร้างความรู้ให้กับพนักงานอัยการในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 9 ภาค กระจายอยู่ตามจังหวัด เพื่อเสริมสร้างความรู้ให้บุคลากร

ผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมที่ได้ดำเนินการแล้ว คือเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาเซียนก็มีกรอบความร่วมมือที่เรียกว่า กรอบความร่วมมือระดับรัฐมนตรีด้านอาชญากรรมข้ามชาติ (ASEAN Ministerial Meeting on Transnational Crime: AMMTC)สมช. มีบทบาทเกี่ยวข้องในเรื่องการก่อการร้ายเป็นการเฉพาะ และทุกปีมีการประชุมเรียกว่าคณะทำงาน (working group on AMMTC) ซึ่งเป็นการประชุมในกรอบอาเซียน และมีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส AMMTCด้วย การประชุมเหล่านี้เป็นการประชุมระดับพหุภาคี นอกจากนี้ยังมีการประชุมระดับทวิภาคีกับ 10 ประเทศ ในรูปของการประชุมคณะทำงานร่วม (joint working group) ปี 2556 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ สมช. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดคณะทำงานเกี่ยวกับการบูรณาการทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดนและการรักษาความมั่นคง ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน 

กระทรวงยุติธรรม มีการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนให้กับผู้ปฏิบัติงานของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีการจัดใน 4 จังหวัด ได้แก่ จ.หนองคาย จ.เชียงราย อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา และกรุงเทพมหานคร โดยมีการเชิญผู้แทนจากภาครัฐมาให้ความรู้ในด้านการเมืองความมั่นคง

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้วางยุทธศาสตร์ในการเตรียมความพร้อมของกรมฯ ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่มีประสิทธิภาพครอบคลุมและได้มาตรฐานสากลเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบบริหารจัดการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีสมรรถนะสูง ยุทธศาสตร์ที่สาม คือ การส่งเสริมอัตลักษณ์อาเซียนและอนุรักษ์ไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่สี่ คือ การส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ห้า คือ การส่งเสริมศักยภาพและความสงบเรียบร้อยของชุมชน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เชิญผู้แทนการเลือกตั้งต่างประเทศ เข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้ง

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภารกิจที่ได้ทำไปแล้ว คือ หนึ่ง การปรับปรุงกฎหมายให้เป็นมาตรฐานสากล สอง การเชื่อมโยงด้วยการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศอาเซียนด้วยกันเพื่อให้และเปลี่ยนถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับการก่อการร้าย หรือการฟอกเงินให้เป็นไปอย่างเร็วขึ้น สาม การให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ สี่ การเชื่อมโยงข้อมูลด้านเว็บไซต์อาเซียนทางด้านหน่วยข่าวกรองทางการเงินด้วยกัน

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำการศึกษาพันธกรณีของอาเซียน แล้วพิจารณากฎหมายภายในของเรา เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิรูปและแก้ไขกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมความพร้อมด้านฐานข้อมูลกฎหมายอาเซียน และได้เร่งเตรียมความพร้อมในด้านแปลกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ และยังได้เข้าร่วมประชุม ALAหรือ ASEAN Law Association เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการและแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับหน่วยงานด้านกฎหมายของประเทศต่างๆ

กรมประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมในหลายๆ กิจกรรมด้วยกัน ในส่วนของโครงการตามแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกัน หรือ ASEAN Connectivity ซึ่งความคืบหน้าของโครงการนี้ ทางกรมประชาสัมพันธ์ได้เข้าร่วมการประชุม ASEAN Virtual Learning Resources Centre (AVLRC) ในโครงการนี้จะเป็นโครงการที่จัดทำ data-based หรือฐานข้อมูลกลางของอาเซียนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเดิมแต่ละประเทศมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง โดยอาเซียนจะรวบรวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนอาเซียน

สำนักนโยบายและแผนกระทรวงมหาดไทย มีโครงการพัฒนาศูนย์อำนวยความเป็นธรรมในระดับอำเภอทั่วประเทศ มีการฝึกอบรมคณะกรรมการหมู่บ้านด้านการไกล่เกลี่ย นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและรับการร้องเรียน และดูแลในเรื่องของระบบทะเบียนราษฎรที่เชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลประชากรอาเซียน เพื่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงภายใน

มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีการแทรกเรื่องอาเซียนในการสอน และทำการวิจัยกับการบริการทางวิชาการ

ศูนย์อาเซียนและเอเชียศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีการทำวิจัยเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการเมืองมีการจัดประชุมวิชาการนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนโดยเฉพาะที่เรียกว่า International Conference on ASEAN Administration and Developmentและมีการตั้งห้องสมุดอาเซียน

คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ได้สอดแทรกในเรื่องของการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สิทธิมนุษยชน เรื่องประชาธิปไตย

ส่วนการประชุมในภาคบ่ายเป็นการร่วมกันระดมสมองว่า ประเทศไทยควรจะมีบทบาทอย่างไรใน APSCและจะมีบทบาทนำเรื่องใดได้บ้างใน APSC   สามารถเป็นศูนย์กลาง (hub) ของ APSC ในด้านใดบ้างสรุปผลได้ดังนี้

ข้อ B1 คือ การป้องกันความขัดแย้งและมาตรการส่งเสริมความเชื่อมั่น

ผู้แทนกองอาเซียน สำนักนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม มองว่าปัจจุบันมีการพัฒนามาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันไปอย่างก้าวกระโดด ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางในการจัดประชุมระหว่างฝ่ายความมั่นคงของประเทศต่างๆ และมีศักยภาพในการเป็นผู้นำในด้าน ความร่วมมือด้านแพทย์ทหาร ความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติ

ผู้แทนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มองว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงยังมีปัญหาทั้งนี้ โครงการในลักษณะป้องกันหรือความร่วมมือทางด้านการทหาร อาเซียนไม่ปรารถนาที่จะเป็น Collective Defence ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ เป็นแค่ Cooperative Defenceส่วนเรื่องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมกับเสาสังคมและวัฒนธรรม เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมรดกทางประวัติศาสตร์ด้วย แต่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจจะลดลงได้ ถ้าเน้นเรื่องการพัฒนาร่วม เรื่องการทำวิจัยร่วม ร่วมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

ข้อ B2 คือ การแก้ไขความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทโดยสันติ

ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ วิเคราะห์ว่าเรื่องใดเป็นข้อพิพาทระดับทวิภาคีเราก็ควรแก้ไขในระดับทวิภาคี แต่ถ้าเรื่องใดเป็นปัญหาระดับภูมิภาคให้ใช้กลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียนเข้ามาแก้ไข

ผู้แทนวิทยาลัยการทัพบก เสนอว่า ต้องมีการมีศึกษาว่าการแก้ไขความขัดแย้งและระงับข้อพิพาทโดยสันติรูปแบบใดเหมาะสมกับอาเซียน

ผู้แทนกระทรวงกลาโหม อธิบายว่า กองกำลังอาเซียนที่จะปฏิบัติภารกิจนอกภูมิภาคอาเซียนยังไม่เกิดขึ้นยังไม่มีการกำหนดว่าจะขนาดใดจึงจะเหมาะสม ส่วนในการปฏิบัติการภายในอาเซียนต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

ข้อ C ประเด็นความมั่นคงในรูปแบบใหม่

เรื่องการปราบปรามยาเสพติด

ผู้แทนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เสนอว่า ถ้าไทยต้องการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทหารกับพลเรือน นอกจากนี้ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด

เรื่องการปราบปรามการฟอกเงิน

ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2556ไทยได้ขยายมูลฐานความผิดว่าด้วยการฟอกเงินเพิ่มขึ้น จาก 9 มูลฐานขึ้นเป็น 21มูลฐาน ปัจจุบัน ไทยจึงมีระดับการพัฒนาขีดความสามารถในการควบคุมดูแลการฟอกเงินสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังด้อยกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพต่อไป

เรื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์

ผู้แทนมหาวิทยาลัยมหิดลเสนอว่า เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการปราบปรามการค้ามนุษย์ได้ นอกเหนือจากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบแล้ว ต้องมีภาคประชาสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเรื่องค้ามนุษย์ทั้งหลายเข้ามาร่วมเป็นกลไกในการขับเคลื่อน

เรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย

ผู้แทนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่าศูนย์การต่อต้านการก่อการร้ายสากลของกองทัพไทยเป็นศูนย์ที่เน้นสร้างขีดความสามารถเพื่อการต่อต้านการก่อการร้ายภายใน แต่ไม่ได้เน้นระดับระหว่างประเทศ ต้องพัฒนาศักยภาพต่อไป

เรื่องของการจัดการภัยพิบัติ

ผู้แทนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่าประเทศสมาชิกอาเซียนหวังพึ่งความช่วยเหลือจากประเทศนอกกลุ่ม  แต่ยังไม่ร่วมมือกันในเรื่องนี้อย่างเต็มที่

 ผู้แทนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เสนอว่า ในประเด็นภัยคุกคามแบบใหม่หรือประเด็นปัญหาข้ามชาติ ภาครัฐควรนำเอา ภาคประชาชน ภาคเอกชน  เข้ามามีบทบาทให้มากขึ้น ควรมีการกระจายบทบาท หรือ แบ่งบทบาทกันกับภาคประชาชน ภาคเอกชน จึงจะสามารถพัฒนาศักยภาพของไทยสู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเหล่านี้ในอาเซียน

อ่านหนังสือสรุปการประชุม ที่นี่

ภาพบรรยากาศ

 


จำนวนผู้เยี่ยมชม
630159

Online (15 minutes ago) : 22

เกี่ยวกับศูนย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ริเริ่มตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้น ในช่วงปลายปี 2554 เพื่อเป็นกลไกหลักของการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการศึกษาวิจัย และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนสู่สาธารณชน รวมทั้งเป็นคลังสมองด้านอาเซียนศึกษา และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และบทบาทของไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

ฝึกอบรมล่าสุด

ติดต่อเรา

ศูนย์อาเซียนศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาคารโดมบริหาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 99 หมู่ 18 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12121

โทรศัพท์: 02-564-4444 ต่อ 1552-4

โทรสาร: 02-564-4444 ต่อ 1555